"เปลือก"
posted on 16 Jan 2011 22:38 by namplaaaปล.ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด
ปล.2โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ปล.ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด
ปล.2โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
วันนี้ข้าพเจ้าจะมาพูดถึงการทำโฆษณาแบบไวรอล(viral) คือจริงๆข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษาเรื่องการตลาดมาเยอะมากหรอกแต่พอจะรู้ว่าไอ่ไวรอลเนี่ย มันมาจากคำว่าไวรัส คือการทำการตลาดแบบปากต่อปาก ส่งชิ้นงานออกมาแล้วให้เกิดเป็นกระแสจนไม่ต้องจ่ายตังค่าโปรโมต ประมาณนั้นมั้ง เรามาเข้าเรื่องกันเลยละกัน
เร็วๆนี้ข้าพเจ้าได้เสพงานไวรอลชิ้นนึงของเบอร์เกอร์ยี่ห้อนึงที่ในชิ้นงานเป็นคลิปวีดีโอที่นักเรียนเล่นบีบีในห้องแล้วครูโมโหจนปาบีบีของนั้กเรียนลงกับพื้น ตอนแรกที่ดูจ้าพเจ้ารู้สึกสะใจกับการกระทำนี้มาก เพราะเด็กนักเรียนคนนั้นไม่มีมารยาทในห้องเรียน ถึงข้าพเจ้าจะแอนตี้การเรียนก็เถอะ แต่ไอ้เด็กนี่มันเกินไป แต่ข้าพเจ้าก็เอะใจอยู่อย่างหนึ่งว่า แล้วไอ้คนถ่ายมันรู้ได้ใงวะว่ามันจะปา ซึ่งทั้งหมดเหมือนเป็นการจัดฉาก แล้วอีคุณครู ปาเสร็จแล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะใรเกิดขึ้น อะใรกัน อะใรกันนี่
จนกระทั่งเมื่อวานข้าพเจ้าได้ทราบว่าคลิปนั้นเป็นไวรอล มาเก็ตติ้ง ของเบอร์เกอร์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งพอหลังจากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คทราบก็รุมประนามการกระทำเยี่ยงนี้ นักข่าวหลายคนที่ข้าพเจ้าได้ติดตามผลงานต่างรุมประนามโฆษณาชิ้นนี้ เพราะตอนนี้สื่อนำเสนอข่าว สื่อต้องการตีแผ่ความจริงให้สังคมได้รับทราบ มีหลายคนที่บอกว่าโฆษณาชิ้นนี้จะทำให้ความจริงในสื่อลดคุณค่าลง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นด้วย และมีหลายคนที่ไม่ใช่นักข่าว แต่ดูคลิปที่เฉลยแล้วกลับโกรธเพราะว่าตนเองถูกหลอก และคงจะไม่กินเบอร์เกอร์ยี่ห้อนี้อีกต่อไป นักการตลาดบางคนและครีเอทีฟบางคนกับเห็นด้วยกับโฆษณาชิ้นนี้ เพราะสามารถประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ โดยใช้ต้นทุนน้อย และที่สำคัญมีนักการตลาดและครีเอทีฟบางคนบอกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้เป็นภาพลักษณ์ที่ชอบทำอะใรโฉ่งฉ่างอยู่แล้ว แล้วยังบอกอีกว่า เดี๋ยวสังคมไทยก็ลืม สังคมไทยลืมง่าย ข้าพเจ้าอยากจะถามกลับเหลือเกิน"ตกลงนี่สังคมนี้เป็นของเล่นของมึงเหรอวะ"
สำหรับข้าพเจ้า ในมุมมองครีเอทีฟ ข้าพเจ้าว่ามันแนบเนียนมาก เพราะแคมเปญของตัวชิ้นงานขายเกี่ยวกับความโกรธ แล้วตอนข้าพเจ้าดูเสร็จข้าพเจ้าก็รู้สึกโกรธ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเบอร์เกอร์ยี่ห้อนี้ขึ้นมาทันที และการประชาสัมพันของแคมเปญนี้ก็ฉลาด ทำทำให้เกิดประเด้นสังคมแล้วรู้เห็นกันในวงกว้าง แต่ในมุมมองของครีเอทีฟอีกมุมนึง ข้าพเจ้าคิดว่าชิ้นงานนี้มันเหมือนข่าวกอสซิปของดาราที่ดราม่า แต่แม่งโคตรใร้สาระเลยว่ะในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นประชาชนคนธรรมดาข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเวลากินอะใรเผ็ดๆแล้วจะต้องรู้สึกโกรธหรืออะใรเลย อีกอย่างข้าพเจ้าอยากถามว่าคนดูได้อะใรจากโฆษณาตัวนี้วะ ความรับผิดชอบต่อสังคมไปใหนวะ จริงๆข้าพเจ้ามองเห็นในประเ้ด็นสองด้านคือถ้าด้านเด็กอาจจะเตือนว่า"เฮ้ย เวลาเรียนเคารพครูหน่อย" ทางด้านครูอาจจะเตือนว่า"ใจเย็นๆก็ได้ ไม่ต้องปามือถือ" แต่แล้วใงวะ มันมีประเด็นการนำเสนอที่เข้าาท่ากว่านี้นะเว่ย ไม่จำเป็นต้องดราม่้าแบบนี้ แล้วอีกอย่าง ความรู้สึกของนักข่าวที่เค้าทำข่าวไปเค้าจะรู้สึกยังใง เค้าต้องการจะตีแผ่ความจริงเพื่อสังคม แต่คุณกับใช้ความรู้สึกนั้นของนักข่าวในการขายของคุณ
คุณสำเร็จในการพีอาร์ครับ คุนมีอิมแพ็คในงานของคุนเยอะมาก ทุกคนจำสินค้าคุณได้และในมุมมองข้าพเจ้ามันจะมีคนที่เกลียดสินค้าของคุณเยอะขึ้นด้วย คุณไม่ได้สร้างความัรกในแบรนด์เหมือนแบบแอปเปิ้ล หรือะใใรก็ตามแต่ ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าครีเอทีฟเก่งๆหลายคนอาจจะชอบงานยชิ้นนี้ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันแย่มาก เพราะสังคมไม่ได้เหี้ยอะใรจากงานชิ้นนี้เลย มันไม่ได้ทำให้อะใรในสังคมดีขึ้นเลย ถ้าจะโฉ่งฉ่าง ข้าพเจ้าว่าน่าจะมีวิธีโฉ่งฉ่างที่สร้างสรรค์กว่านี้เยอะ
ปล.ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด
ปล.2โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ปล.3มันเป็นอคติวิจารณ์ และระหว่างการเขียนได้มีอารมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเขียน
มนุษย์มักจะบอกว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐทั้งที่จริงแล้วเป็นแค่สิ่งมีชีวิตในระบบธรรมชาติ
มนุษย์มักจะหาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองเสมอเพื่อผ่อนปรนจากสิ่งที่ตนเองได้ทำผิดไป
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่กินข้าวร่วมโต๊ะกับศัตรูได้
ธรรมชาติของมนุษย์มักจะคิดและตัดสินทุกอย่างที่รับรู้
มนุษย์มักจะทำในสิ่งที่ตนเองบอกว่าเกลียด
มนุษย์มักจะฟังคนส่วนมาก
มนุษย์มักจะกลัวกับการที่จะต้องอยู่โดดเดี่ยว
มนุษย์มักจะค้นหาความหมายในชีวิต ทั้งๆที่มันไม่มีเลย
มนุษย์มักจะทำทุกอย่างด้วยความกลัว
ธรรมชาติของมนุษย์มักจะทำตามสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา
สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เกิจากธรรมชาติ
มนุษย์มักจะสร้างกฎเกณต่างๆขึ้นมาเพื่่อเป็นกลไกป้องกันตัวเอง
เกนเหล่านั้นมนุดเรียกมันว่ากดหมาย วัฒนธรรม ประเพณี
ซึ่งบางเกน ถูกนำมาใชเป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันเอง
มนุษย์มีความอยากมากกว่าสิ่งมีชึีวิตทั้งปวง
มนุษย์มักทำตามที่คนอื่นเห็นว่าดี แม้จะต้องทรมาณตนเองก็ตาม
ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมันมีสมดุลตามธรรมชาติ และมันก็จะจบแบบธรรมชาติ
แม้กระทั่งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ แต่ก็ไม่สามารถฝืนกดเกนของธรรมชาติได้
ปล.ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าข้อความข้างต้นผิดหรือถูก
ปล2.โปรดใช้พิจารณาญาณในการอ่าน
ปล3.Entry นี้อาจจะมีภาค2