"เปลือก"

posted on 16 Jan 2011 22:38 by namplaaa
       "เปลือก"ในที่นี้เราหมายถึงการสร้า้งภาพลักษณ์ขึ้นมาป้องกันตนเองให้คนอื่นเห็นในสิ่งที่เราอยากให้เห็น
เราเจอคนคนนึงที่มีลักษณะแบบนี้ คนคนนี้ชอบพูดอะใรที่มีเหตุผลและทำให้ตนเองดูเหนือกว่าคนอื่น
ซึ่งจริงๆแล้วเนื้อแท้คนคนนี้ไม่มีอะใรเลย  เราขอแทนชื่อในที่นี้ว่า"เปลือก" เปลือกมักจะบอกว่าตนเอง
มีความคิดเป็นของตนเอง  และมักจะคิดว่าตนเองถูกเสมอ เปลือกเป็นคนที่ไม่ค่อยฟังความคิดใคร
และทุกคั้งที่เปลือกสร้างภาพลักษณ์ เปลือกก็จะหลงในภาพลักษณ์ตัวเองจนแสดงสิ่งตรงข้ามกับที่ตนเอง
สร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว  และทุกครั้งที่เปลือกได้กระทบกระทั่งกับพวก"เนื้อแท้"ซึ่งเป็นพวกนี้มีแต่เนื้อแท้
ไม่ได้มีเปลือกปิดบังการมองเห็นเนื้อแท้ และส่วนใหญ่ เนื้อแท้มักจะมีสิ่งที่เปลือกต้องการจะสร้างให้เหมือน
เนื้อแท้  แต่เปลือกทำได้แค่เปลือก เปลือกไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์ได้เหมือนเนื้อแท้จริงๆได้ ทำให้ทุกครังที่
เปลือกสัมผัสกับเนื้อแท้ เปลือกไม่มีอะใรเทียบเนื้อแท้ได้ติด เพราะยังใงเปลือกก็แค่เปลือก ไม่มีรายระเอียด
ไม่มีเนื้อที่แข็งแกร่งเหมือนพวกเนื้อแท้ ทำให้เปลือกมักจะหักง่ายกว่าเนื้อแท้ที่มีความหนาแน่นมากกว่า
(โทษที นี่ไม่ใช่วิชาชีวะวิทยาอะใรทั้งสิ้น แค่เป็นการอุปมาอุปมัย)
 
      "เปลือก"คนนี้ที่เราพูดถึงมักจะปฏิเสธในสิ่งที่ตนต้องการ  เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าตนเองไม่ต้องการ
เพื่อสร้างเปลือกให้สวยงาม ใกล้เคียงกับเนื้อแท้ที่สุด  แต่สุดท้ายเปลือกก็จะเผยตัวตนออกมา  เพราะเปลือก
ไม่เคยห้ามสิ่งที่ตนต้องการได้  ในทางตนกันข้าม พวกเนื้อแท้มักจะพูดตรงๆ  ต้องการสิ่งใหนก็จะพูดตรงๆ
วันใดวันนึงที่เนื้อแท้เปลื่ยนใจ เนื้อแท้ก็จะบอกว่าเปลี่ยนใจ ไม่ชอบละ แต่เปลือกจะไม่พูดและจะกลบเกลื่อน
ด้วยการกระทำต่างๆ  เปลือกที่เรารู้จักเป็นคนที่เหมือนตัวร้ายในละครมากๆ ละครหลังข่าวเป็นยังใง คนนี้เป็น
อย่างงั้นเป๊ะ
 
       วันนี้เรามาแค่บันทึกสิ่งที่เราตกผลึก  เราไม่ได้แค้นเคืองเปลือกอะใรคนนี้เลย  เราแค่บันทึกในสิ่งที่เราตกผลึก  เราเชื่อว่าเปลือก ยังใงมันก็เป็นเปลือก  ไม่มีทางที่จะแข็งเหมือนเนื้อไม้  ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นเนื้อไม้ได้
และเราเชื่อว่าวันนึง เปลือกก็จะเปิดเผยตัวตนของตนเองด้วยตนเอง เพราะยังใง ทุกคนก็สามารถแยกแยะออก
ว่าอะใรคือเปลือก  อะไรคือเนื้อไม้
 

ปล.ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด

ปล.2โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ไวร่งไวรอล

posted on 21 Sep 2010 08:27 by namplaaa

วันนี้ข้าพเจ้าจะมาพูดถึงการทำโฆษณาแบบไวรอล(viral) คือจริงๆข้าพเจ้าไม่ได้ศึกษาเรื่องการตลาดมาเยอะมากหรอกแต่พอจะรู้ว่าไอ่ไวรอลเนี่ย มันมาจากคำว่าไวรัส  คือการทำการตลาดแบบปากต่อปาก ส่งชิ้นงานออกมาแล้วให้เกิดเป็นกระแสจนไม่ต้องจ่ายตังค่าโปรโมต ประมาณนั้นมั้ง เรามาเข้าเรื่องกันเลยละกัน

 

เร็วๆนี้ข้าพเจ้าได้เสพงานไวรอลชิ้นนึงของเบอร์เกอร์ยี่ห้อนึงที่ในชิ้นงานเป็นคลิปวีดีโอที่นักเรียนเล่นบีบีในห้องแล้วครูโมโหจนปาบีบีของนั้กเรียนลงกับพื้น ตอนแรกที่ดูจ้าพเจ้ารู้สึกสะใจกับการกระทำนี้มาก เพราะเด็กนักเรียนคนนั้นไม่มีมารยาทในห้องเรียน ถึงข้าพเจ้าจะแอนตี้การเรียนก็เถอะ แต่ไอ้เด็กนี่มันเกินไป แต่ข้าพเจ้าก็เอะใจอยู่อย่างหนึ่งว่า แล้วไอ้คนถ่ายมันรู้ได้ใงวะว่ามันจะปา ซึ่งทั้งหมดเหมือนเป็นการจัดฉาก แล้วอีคุณครู ปาเสร็จแล้วก็ทำเหมือนไม่มีอะใรเกิดขึ้น อะใรกัน อะใรกันนี่

 

จนกระทั่งเมื่อวานข้าพเจ้าได้ทราบว่าคลิปนั้นเป็นไวรอล มาเก็ตติ้ง ของเบอร์เกอร์ยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งพอหลังจากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คทราบก็รุมประนามการกระทำเยี่ยงนี้ นักข่าวหลายคนที่ข้าพเจ้าได้ติดตามผลงานต่างรุมประนามโฆษณาชิ้นนี้ เพราะตอนนี้สื่อนำเสนอข่าว สื่อต้องการตีแผ่ความจริงให้สังคมได้รับทราบ มีหลายคนที่บอกว่าโฆษณาชิ้นนี้จะทำให้ความจริงในสื่อลดคุณค่าลง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นด้วย และมีหลายคนที่ไม่ใช่นักข่าว แต่ดูคลิปที่เฉลยแล้วกลับโกรธเพราะว่าตนเองถูกหลอก และคงจะไม่กินเบอร์เกอร์ยี่ห้อนี้อีกต่อไป นักการตลาดบางคนและครีเอทีฟบางคนกับเห็นด้วยกับโฆษณาชิ้นนี้ เพราะสามารถประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ โดยใช้ต้นทุนน้อย และที่สำคัญมีนักการตลาดและครีเอทีฟบางคนบอกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้เป็นภาพลักษณ์ที่ชอบทำอะใรโฉ่งฉ่างอยู่แล้ว แล้วยังบอกอีกว่า เดี๋ยวสังคมไทยก็ลืม สังคมไทยลืมง่าย ข้าพเจ้าอยากจะถามกลับเหลือเกิน"ตกลงนี่สังคมนี้เป็นของเล่นของมึงเหรอวะ"

 

สำหรับข้าพเจ้า ในมุมมองครีเอทีฟ ข้าพเจ้าว่ามันแนบเนียนมาก เพราะแคมเปญของตัวชิ้นงานขายเกี่ยวกับความโกรธ แล้วตอนข้าพเจ้าดูเสร็จข้าพเจ้าก็รู้สึกโกรธ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงเบอร์เกอร์ยี่ห้อนี้ขึ้นมาทันที และการประชาสัมพันของแคมเปญนี้ก็ฉลาด ทำทำให้เกิดประเด้นสังคมแล้วรู้เห็นกันในวงกว้าง แต่ในมุมมองของครีเอทีฟอีกมุมนึง ข้าพเจ้าคิดว่าชิ้นงานนี้มันเหมือนข่าวกอสซิปของดาราที่ดราม่า แต่แม่งโคตรใร้สาระเลยว่ะในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นประชาชนคนธรรมดาข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเวลากินอะใรเผ็ดๆแล้วจะต้องรู้สึกโกรธหรืออะใรเลย อีกอย่างข้าพเจ้าอยากถามว่าคนดูได้อะใรจากโฆษณาตัวนี้วะ ความรับผิดชอบต่อสังคมไปใหนวะ จริงๆข้าพเจ้ามองเห็นในประเ้ด็นสองด้านคือถ้าด้านเด็กอาจจะเตือนว่า"เฮ้ย เวลาเรียนเคารพครูหน่อย" ทางด้านครูอาจจะเตือนว่า"ใจเย็นๆก็ได้ ไม่ต้องปามือถือ" แต่แล้วใงวะ มันมีประเด็นการนำเสนอที่เข้าาท่ากว่านี้นะเว่ย ไม่จำเป็นต้องดราม่้าแบบนี้  แล้วอีกอย่าง ความรู้สึกของนักข่าวที่เค้าทำข่าวไปเค้าจะรู้สึกยังใง เค้าต้องการจะตีแผ่ความจริงเพื่อสังคม แต่คุณกับใช้ความรู้สึกนั้นของนักข่าวในการขายของคุณ

 

คุณสำเร็จในการพีอาร์ครับ คุนมีอิมแพ็คในงานของคุนเยอะมาก ทุกคนจำสินค้าคุณได้และในมุมมองข้าพเจ้ามันจะมีคนที่เกลียดสินค้าของคุณเยอะขึ้นด้วย คุณไม่ได้สร้างความัรกในแบรนด์เหมือนแบบแอปเปิ้ล หรือะใใรก็ตามแต่ ข้าพเจ้าไม่รู้หรอกว่าครีเอทีฟเก่งๆหลายคนอาจจะชอบงานยชิ้นนี้ แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามันแย่มาก เพราะสังคมไม่ได้เหี้ยอะใรจากงานชิ้นนี้เลย มันไม่ได้ทำให้อะใรในสังคมดีขึ้นเลย ถ้าจะโฉ่งฉ่าง ข้าพเจ้าว่าน่าจะมีวิธีโฉ่งฉ่างที่สร้างสรรค์กว่านี้เยอะ

 

ปล.ข้อความข้างต้นข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิด

ปล.2โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ปล.3มันเป็นอคติวิจารณ์ และระหว่างการเขียนได้มีอารมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเขียน

มนุษย์

posted on 09 Sep 2010 23:27 by namplaaa

มนุษย์มักจะบอกว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐทั้งที่จริงแล้วเป็นแค่สิ่งมีชีวิตในระบบธรรมชาติ

มนุษย์มักจะหาเหตุผลมาเข้าข้างตนเองเสมอเพื่อผ่อนปรนจากสิ่งที่ตนเองได้ทำผิดไป

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเดียวในโลกที่กินข้าวร่วมโต๊ะกับศัตรูได้

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะคิดและตัดสินทุกอย่างที่รับรู้

มนุษย์มักจะทำในสิ่งที่ตนเองบอกว่าเกลียด

มนุษย์มักจะฟังคนส่วนมาก

มนุษย์มักจะกลัวกับการที่จะต้องอยู่โดดเดี่ยว

มนุษย์มักจะค้นหาความหมายในชีวิต ทั้งๆที่มันไม่มีเลย

มนุษย์มักจะทำทุกอย่างด้วยความกลัว

ธรรมชาติของมนุษย์มักจะทำตามสิ่งที่ถูกสั่งสอนมา

สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่ใช่สิ่งที่เกิจากธรรมชาติ

มนุษย์มักจะสร้างกฎเกณต่างๆขึ้นมาเพื่่อเป็นกลไกป้องกันตัวเอง

เกนเหล่านั้นมนุดเรียกมันว่ากดหมาย วัฒนธรรม ประเพณี

ซึ่งบางเกน ถูกนำมาใชเป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันเอง

มนุษย์มีความอยากมากกว่าสิ่งมีชึีวิตทั้งปวง

มนุษย์มักทำตามที่คนอื่นเห็นว่าดี แม้จะต้องทรมาณตนเองก็ตาม

ข้าพเจ้าเชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากธรรมชาติ ซึ่งมันมีสมดุลตามธรรมชาติ และมันก็จะจบแบบธรรมชาติ

แม้กระทั่งสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากธรรมชาติ แต่ก็ไม่สามารถฝืนกดเกนของธรรมชาติได้

 

ปล.ข้าพเจ้าไม่ได้บอกว่าข้อความข้างต้นผิดหรือถูก

ปล2.โปรดใช้พิจารณาญาณในการอ่าน

ปล3.Entry นี้อาจจะมีภาค2